Muhammadiyah-Thai - asiamediaamerica.com

Search

Go to content

Main menu:

Archive > OUTREACH
 
 
 

In search of a name...
I found myself, and my place

By Sarina Dahlan-Dann


    คงจะมีไม่บ่อยครั้งในชีวิต ที่ฉันจะมีโอกาสได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้ ได้นั่งอยู่ในรถบัสที่ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่พี่  ๆ น้องๆ  ลุง ป้า น้า อาจากเมืองไทย รถบัสขับพาเราเลาะเลี้ยวไปตามถนนเล็ก ๆ แคบ ๆ ของเมืองย๊อกจากาต้าหรือยอกย่าในประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างทางเราก็เหมือนจะเคลิ้ม ๆ ไปกับการฟังภาษาที่เราเองก็ไม่เข้าใจความหมาย การเดินทางของสมาชิกครอบครัวดะห์ลันกว่ายี่สิบชีวิตจากประเทศไทย รวมถึงจากแคลิฟอร์เนียมาประเทศอินโดนีเซียในครั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้มาสัมผัสถึงต้นกำเนิด รากเหง้าที่แท้จริงของเรา ได้มารับรู้เรื่องราวของบุคคล ๆ หนึ่งที่พวกเรามีชีวิตอยู่ภายใต้เงาของบุคคลผู้นี้ บุคคลที่เราเคยได้ยินแต่เรื่องราวของเค้าเหมือนเป็นตำนาน แต่ไม่เคยได้รู้จัก ระหว่างทางที่นั่งอยู่ในรถบัส ญาติชาวอินโดได้ร้องเพลงประจำองค์กรณ์มูฮัมมัดดิยะห์ให้เราฟัง องค์กรณ์ซึ่งเป็นองค์กรณ์อิสลามที่ใหญ่เป็นอันดับที่สองของประเทศอินโดนีเซีย  การเดินทางมาอินโดนีเซียครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกสำหรับสมาชิกหลายคนของครอบครัวดะห์ลันจากเมืองไทย แต่สำหรับฉันครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง

    ฉันมาอินโดนีเซียครั้งแรกก็เมื่อสิบสี่ปีที่แล้ว เหตุผลที่ทำให้ฉันตัดสินใจมาที่นี่ในครั้งนั้นก็ดูจะคล้าย ๆ กับเหตุผลของการมาในครั้งนี้ ฉันมาเพื่อที่จะมาค้นหาข้อมูลประวัติความเป็นมา เรื่องราวของบุคคลคนเดียวกันนี้  คนที่ฉันเคยได้ยินเรื่องราวของเค้า แต่ไม่เคยได้รู้จัก แต่สุดท้ายความตั้งใจของฉันก็มาได้แค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ฉันไม่สามารถนำข้อมูลที่ฉันอุตส่าห์ดั้นด้นมาค้นหา มารวบรวมให้เป็นชิ้นเป็นอันได้ ความกลัวที่ฉันมีมันกดดันตัวฉันเอง ฉันกลัวว่าเรื่องราวที่ฉันต้องการจะสื่อออกมามันอาจจะไม่ถูกต้องเสียทั้งหมด ข้อมูลที่ได้มาอาจจะผิดเพี้ยน อาจจะขยายความออกมาได้แย่และน่าเบื่อ สารพัดเหตุผลที่ฉันกลัว ได้แต่ถามตัวเองว่าข้อมูลอะไรล่ะที่จะเหลือให้ฉันได้กล่าวถึง ข้อมูลอะไรที่ยังไม่ได้ตีแผ่ออกไป หรือฉันจะถ่ายทอดอย่างไรให้แตกต่างและดีกว่าคนที่เคยถ่ายทอดเรื่องราวนี้มาแล้ว ความกลัวต่าง ๆ นานานี้มันเกิดขึ้นในใจฉัน ณ เวลานั้น

    อะไรดลใจให้ฉันดั้นด้นมาถึงอินโดนีเซียในตอนนั้น ฉันเริ่มค้นคว้าหาข้อมูลอย่างจริงจัง ความอยากรู้ความสงสัยเริ่มขึ้นในช่วงที่ฉันเรียนอยู่วิทยาลัย
ตอนนั้นฉันได้แสตมป์มาดวงหนึ่งเป็นรูปของกิใย้อะห์มัด ดะห์ลัน ผู้ชายที่มีชื่อเดียวกันกับนามสกุลชองฉัน ผู้ซึ่งเป็นวีรบุรุษของอินโดนีเซียและที่สำคัญท่านยังเป็นปู่ทวดของฉัน  ไม่ค่อยบ่อยนักที่ฉันจะเล่าให้ใครต่อใครฟังเกี่ยวกับเรื่องนี้  บุคคลท่านนี้เป็นเสมือนตำนาน เป็นเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เป็นเรื่องราวชีวิตของคนๆ นึงได้ สำหรับฉันท่านเสมือนเป็นร่างของตำนาน เป็นบุคคลในตำนานพื้นบ้านมากกว่าที่จะเป็นปู่ทวดของฉัน คนที่จะทำให้ฉันมองเห็นภาพตัวเองตอนเด็กๆ นั่งข้าง ๆ ท่านฟังเรื่องราวที่ท่านเล่า นอกเสียจากจมูกโด่ง ๆ ปลายแหลมของท่าน ที่ฉันมักจะเรียกว่าจมูกชาวยะหวาที่ฉันเองก็เห็นจนชินตาจากจมูกของพ่อและน้องชายของฉันเอง  ในช่วงเวลานึงที่ผ่านมามันค่อนข้างยากสำหรับฉันที่เห็นภาพของบุคคลท่านนี้ในฐานะของบรรพบรุษ คนในครอบครัว ฉันเคยรู้สึกว่าท่านไม่ได้เป็นของฉันไม่ได้เกี่ยวข้องกับฉัน แต่ท่านเป็นบุคคลของประเทศอินโดนีเซีย

    นอกจากรูปของท่านจะปรากฏอยู่บนแสตมป์ของอินโดนีเซียแล้ว ที่หลุมฝังศพของท่านยังมีธงชาติปักอยู่เพื่อทุกคนจะได้ประจักษ์ว่าท่านคือวีรบุรุษของชาติ เป็นบุคคลที่ทุกคนยกย่องเชิดชู  ไม่เพียงเท่านั้นยังมีถนนหลัก ๆ หลายสายในยอกย่าใช้ชื่อของท่านเป็นชื่อถนน และในเดือนนี้ก็มีการจัดงานเปิดตัวหนังสือชีวประวัติขององค์กรณ์มูฮัมมัดดิยะห์ซึ่งท่านเป็นผู้ก่อตั้ง และพวกเราก็มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของงานในวันนั้น ที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นได้มีการสร้างภาพยนตร์ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของท่านชื่อ Sang Pancerah แปลเป็นไทยว่าผู้ให้คุณความรู้ เป็นภาพยนตร์ที่ขายตั๋วเข้าชมได้มากกว่าล้านใบในปี คศ 2010

    คุณงามความดีที่กิใย้ได้ทำและส่งผลให้กิใย้ได้รับการยกย่องเชิดชูให้เป็นวีรบุรุษนั่นก็คือการปฎิรูปศาสนาอิสลามให้เข้ากับยุคสมัย ท่านได้ก่อตั้งองค์กรณ์การศึกษาขึ้นในนาม มูฮัมมัดดิยะห์ ในปี คศ 1912 จนในปี คศ 1923 เมื่อท่านเสียชีวิตลงจำนวนสมาชิกขององค์กรณ์ก็มีมากถึงสี่พันคน  ในปัจจุบันจำนวนสมาชิกเพิ่มมากขึ้นถึงเกือบสามสิบล้านคน องค์กรณ์นี้มีบทบาทสำคัญผ่านสมาชิกที่มีบทบาททางการเมือง และทำให้อินโดนีเซียหลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของชาวดัตช์ที่มีมายาวนานกว่า 340 ปี มาถึงปัจจุบันองค์กรณ์นี้ได้บริหารโรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า มัสยิด และคลินิกเป็นพัน ๆ แห่งทั่วประเทศ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นองค์กรณ์ที่มีการเคลื่อนไหวทางสังคมและศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก บ่อยครั้งที่ฉันนึกสงสัยว่าในช่วงที่กิใย้ยังมีชีวิตอยู่ กิใย้จะเคยคิดมั้ยว่าประกายทางวิสัยทัศน์ของท่านจะเติบโตเป็นพลังค้ำจุนที่ช่วยขับเคลื่อนอินโดนีเซียไปข้างหน้าอย่างยิ่งใหญ่ได้ถึงเพียงนี้

    ย้อนกลับไปในช่วงที่กิใย้เริ่มก่อตั้งองค์กรณ์มูฮัมมัดดิยะห์ ชาวมุสลิมในประเทศอินโดนีเซียตกอยู่ในความเชื่อที่งมงายใช้เวทย์มนต์ ลัทธิที่เชื่อว่าชีวิตเกิดขึ้นด้วยวิญญาณและเชื่อว่าคุณจะต้องมีผู้นำเพื่อโยงคุณเข้ากับศาสนา กิใย้ในฐานะลูกชายของอิหม่ามของมัสยิดใหญ่ของสุลต่านในเมืองยอกย่า และเป็นผู้ซึ่งได้รับการศึกษาจากเมืองเมกกะ ต้องการที่จะปฎิรูปศาสนาอิสลามให้ทันสมัย ท่านต้องการเห็นคนร่วมชาติได้รับรู้ถึงความเป็นอิสลามและเข้าใจพระคัมภีร์อัลกรุอ่านอย่างถ่องแท้ กิใย้ต้องการสร้างสังคมที่ดีกว่าเดิม สังคมที่มีโครงสร้างที่ดีที่พร้อมจะเกื้อกูลกันในด้านที่สำคัญ ๆ มากที่สุดเช่น การศึกษา สุขภาพและศาสนา

    วิสัยทัศน์ของท่านในตอนนั้นคือการให้กำลังใจและช่วยส่งเสริมชาวมุสลิมให้เชื่อมั่น ศรัทธาในตัวเองโดยที่จะไม่หลับหูหลับตาเชื่อและปฎิบัติตามคำสอนของผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาแต่เพียงอย่างเดียว ก่อนหน้านั้นเวลาที่ชาวอินโดนีเซียละหมาด พวกเขาจะหันไปทางทิศตะวันออกตรงไปยังแอฟฟริกา กิใย้พยายามที่จะชี้ทิศที่ถูกต้องให้ทุกคนได้หันตามด้วยการลากเส้นเป๋ไปเป๋มาลงบนพื้นมัสยิดของท่านเพื่ออย่างน้อย ๆ ทุกคนที่เข้ามาละหมาดจะได้ยึดเส้นที่ลากไว้เป็นหลักในการหันเข้าหาทิศที่ถูกต้อง ซึ่งคือทิศที่หันไปทางนครเมกกะ แม้ว่าความพยายามในการที่เปลี่ยนแบบปฏิบัติที่เป็นมาแต่ดั้งเดิมจะทำให้กิใย้จะได้รับการคุกคามให้ถึงแก่ชีวิตหลายต่อหลายครั้งในช่วงเวลานั้น กิใย้ก็ไม่เคยท้อและยังคงแน่วแน่กับหนทางที่ถูกต้อง นี่แหละบุคคลในประวัติศาสตร์ผู้ซึ่งเปลี่ยนมุมมองของชาวอินโดนีเซียไปในทิศทางที่ถูกที่ควร สำหรับประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลกกิใย้ก็ไม่ต่างอะไรกับเส้นเป๋ ๆ ที่ตัวเองลากลงบนพื้นมัสยิดในตอนนั้น เพื่อที่อย่างน้อยทุกคนก็จะได้หันไปในทิศทางที่ควรจะเป็น เหตุเพราะความอยากรู้อยากเห็นทำให้ฉันดั้นด้นมาถึงอินโดนีเซียเป็นครั้งแรกในตอนนั้น ในช่วงชีวิตที่คาบเกี่ยวระหว่างการเป็นนักศึกษาและกำลังย่างเข้าสู่โลกของความเป็นจริง ที่นี่เองที่ทำให้ฉันได้พบกับครอบครัวใหญ่ ญาติบางคนก็เป็นเชื้อสายของย่าทวดคนเดียวกันกับฉัน นั่นคือใย้วาริดะห์ซึ่งตัวท่านเองก็เป็นวีรสตรีของประเทศในการก่อตั้งองค์กร  Aisyiyah ซึ่งเป็นองค์กรย่อยของมูฮัมมัดดิยะห์อีกที นอกจากนี้ฉันก็ยังได้พบกับญาติคนอื่น ๆ ที่เป็นลูกหลานของปู่ทวดแต่จากภรรยาคนอื่น ๆ ที่แต่งงานตามประเพณีของอิสลาม ขอเท้าความซักหน่อยว่ากิใย้มีลูกหลายคนหนึ่งในนั้นคือปู่ของฉันเอง เอรฟาน ดะห์ลัน ปู่ของฉันมาเมืองไทยในฐานะผู้เผยแผ่ศาสนาในปี คศ 1930 แล้วก็ได้แต่งงานกับลูกสาวของอิหม่ามในขุมชนของคนอินโดนีเซียใจกลางกรุงเทพ ฯ หรือที่เรียกกันว่ากัมปงยะหวา ปู่กับย่าของฉันแต่งงานมีลูกด้วยกันทั้งหมดสิบคน นี่คือจุดเริ่มต้นว่าทำไมถึงมีเชื้อสายของกิใย้อะห์มัด ดะห์ลันในประเทศไทย

    ใ
นช่วงวัยเยาว์ฉันและลูกพี่ลูกน้องของฉันเติบโตขึ้นมาโดยที่ไม่เคยได้รับรู้เลยว่าปู่ย่าตาทวดของเราเป็นใครมีชื่อเสียงและสำคัญอย่างไรเพราะพ่อแม่ของเราไม่เคยเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้เรารู้นั่นก็เพราะว่าพ่อแม่ของเราก็ไม่เคยได้รู้เรื่องราวจากปากผู้เป็นพ่อของพวกเค้าว่าแท้ที่จริงแล้วปู่ของพวกเค้า ปู่ทวดของฉันเป็นบุคคลสำคัญอย่างไร จนกระทั่งปู่ของฉันเสียชีวิตอย่างกะทันหันในปี คศ 1967 หลายปีก่อนฉันเกิด บ่อยครั้งที่ฉันได้ยินว่าปู่ของฉันเป็นผู้ชายธรรมดา ๆ สมถะ เป็นคนที่มีการศึกษาดี มีทักษะด้านภาษาพูดได้ถึง 7 ภาษาด้วยกัน แถมยังเป็นศิลปินตัวยงอีกด้วย ท่านเป็นคนเรียบง่าย มีอารมณ์ขัน แต่น่าแปลกที่ปู่ของฉันไม่เคยปริปากเล่าเรื่องราวความเป็นมาขององค์กรที่กิใย้ก่อตั้ง หรือเรื่องราวความยิ่งใหญ่ของกิใย้ให้ลูก ๆ รับรู้เลย ฉันไม่เคยแน่ใจเลยว่าเพราะอะไร ทำไมปู่ของฉันถึงไม่เคยปริปากเล่าเรื่องนี้เลย แต่ถ้าจะให้ฉันพูดตามความรู้สึกของฉัน สิ่งที่ฉันรู้สึกมาตลอดก็คือความสำเร็จที่กิใย้ได้มามันไม่ใช่ความสำเร็จของฉัน ปู่ของฉันท่านอาจจะรู้สึกแบบเดียวกับฉันก็เป็นได้

    คุณย่ายุพาของฉันเลี้ยงดูพวกเรามาด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว หลังจากที่ปู่ของฉันเสียชีวิตลงอย่างกะทันหันด้วยอายุเพียงแค่หกสิบปี ครอบครัวของคุณปู่ฉันได้มารับคุณย่าฉันไปอินโดนีเซีย และตอนนั้นเองที่คุณย่าของฉันได้รับรู้ว่าสามีที่รักของท่านมาจากครอบครัวที่สำคัญและยิ่งใหญ่แค่ไหน คุณย่าของฉันถึงกลับร้องไห้ ในช่วงชีวิตที่อยู่ด้วยกันมาทั้งปู่และย่าของฉันเลี้ยงลูก ๆ สิบคนมาอย่างกระเบียดกระเสียร ค่อนข้างขัดสนรายได้น้อยที่ได้จากการทำงานของปู่ในสถานทูตหลาย ๆ แห่ง ยกเว้นสถานทูตอินโดนีเซีย ใครจะเชื่อว่าตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตด้วยกันมาคุณย่าของฉันไม่เคยรู้เลยว่าสามีของตนเป็นลูกชายของวีรบุรุษแห่งประเทศอินโดนีเซีย

    ย้อนไปเมื่อสิบสี่ปีที่แล้วที่ฉันได้มีโอกาสพูดคุยสัมภาษณ์พ่อ ป้า ลุงและอา ๆ ของฉันถึงมุมมอง ความรู้สึกที่พวกเค้ามีกับการเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับวีรบุรุษแห่งประเทศอินโดนีเซียผู้นี้ ฉันรู้สึกได้ว่าพวกเขาต่างก็ภูมิใจกับต้นตระกูลของพวกเขาเป็นอย่างมาก แต่บ้างก็เพียงแค่น้อมรับเรื่องราวทั้งหมด ความรู้สึกที่แสดงออกมาของแต่ละคนมันคงขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนรับรู้เรื่องราวความเป็นมามากน้อยแค่ไหน อย่างไรเกียวกับกิใย้ สิ่งที่ทำให้ฉันทึ่งนั่นก็คือพวกเขาเล่าเรื่องพ่อแม่ของพวกเขาด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ฉันได้รับรู้

 
 
 
Back to content | Back to main menu